หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ไม้ได้เป็นหมอ ก็ดูแลพ่อได้

       คุณปู่ป่วยเป็นโรคร้ายอยู่ในระยะท้ายของชีวิต ได้ตกลงกับคนในครอบครัวว่าถ้าอาการหนักมากขึ้น ไม่ต้องเอาไปโรงพยาบาล อยากสิ้นใจอยู่ที่บ้าน        ทุกคนในบ้านพากันทำตามเจตจำนงของคุณปู่ตั้งแต่รู้ว่าโรคร้ายได้ลุกลามไปมากแล้ว
       ครอบครัวนี้พาคุณปู่มายังบ้าน ที่เป็นต้นกำเนิดของชีวิต อาการของคุณปู่เป็นมากขึ้น ลุกเดินไม่ได้ นอนติดเตียง กินได้น้อยลงอย่างมาก เบื่ออาหาร มีอาการปวดร้าวไปตามกระดูกทั่วร่าง ดั่งเข็มเป็นพันเล่มทิ่มแทงตลอดเวลา ยาอย่างแรงที่มี ต้องกินทางปาก เริ่มใช้ไม่ได้ผล เพราะคุณปู่เบื่ออาหาร กินยาเม็ดลำบากมาก      
       บทบาทของศูนย์ดูแลต่อเนื่องของโรงพยาบาลใกล้บ้านจึงเริ่มขึ้นพยาบาลประจำหน่วยดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ได้เข้ามาประเมินอาการคุณปู่ พบว่าอาการคุณปู่ไม่สู้ดีนัก ได้คุยกับครอบครัวคุณปู่ถึงการจัดการอาการรบกวนในช่วงสุดท้ายของชีวิต โดยจะให้ยาระงับอาการปวดชนิดรุนแรงทางใต้ผิวหนังออกฤทธิ์ยาว 24 ชั่วโมง       
      เนื่องจากว่าทางเจ้าหน้าที่มีงานประจำที่โรงพยาบาล ในช่วงที่ยาหมดครบ 24 ชั่วโมงอาจมีปัญหา จึงได้คุยกับลูกชายผู้ป่วยให้ช่วยเติมยาให้ผู้ป่วยผ่านเครื่องนำส่งยา ลูกชายผู้ป่วยยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ทำหน้าที่นี้ พอสอนจนทำเป็น ทีมงานจึงลากลับโรงพยาบาล        
     ในวันหยุดราชการ ลูกชายของผู้ป่วย มารับยาที่ห้องฉุกเฉิน โดยเจ้าหน้าที่ได้ผสมยาไว้ให้พร้อมสำหรับคุณปู่ ลูกชายเพียงนำยาที่เตรียมไว้ในกระบอกฉีดยา เอาไปต่อกับเครื่องนำส่งยาใต้ผิวหนังที่บ้าน แค่นี้ก็สามารถจัดการอาการรบกวนคุณปู่ได้ 24 ชั่วโมง     
     5 วันต่อมา ได้ทราบข่าวว่า คุณปู่จากไปแล้วลูกชายได้นำเครื่องนำส่งยามาคืนโรงพยาบาล พร้อมขอบคุณทางโรงพยาบาลที่ช่วยเหลือดูแลคุณปู่เป็นอย่างดี"ผมนำเครื่องส่งยามาคืนครับ  ผมมีความสุขมากที่ได้อยู่ดูแลคุณพ่อจนสิ้นลม  ก่อนจากไปท่านดูสงบ ไม่ทุรนทุราย  ผมภูมิใจที่ผมได้เป็นหมอดูแลพ่อตนเองได้"เขากล่าว ด้วยแววตาที่คลอไปด้วยน้ำบ่อน้อย ที่ท้นในเบ้าตาทั้งสองข้าง พอต้องแสง กลายเป็นประกายที่งดงาม






วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คนไข้เปลี่ยนใจคุณหมอ

        คลินิกโรคหืดจะเปิดให้บริการทุกวันจันทร์ในช่วงเช้า ณ โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง
วันนี้ก็เหมือนกับทุกจันทร์ที่ผ่านมานั่นแหล่ะ ที่ต้องมีแพทย์มาตรวจ มีพยาบาลคัดกรองผู้ป่วย
มีผู้ป่วยโรคหืดเป่าหลอดทดสอบสมรรถภาพปอด แล้วส่งเข้าพบแพทย์
ในการสื่อสารกับผู้ป่วยผมจะใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นหลัก คือภาษาอีสาน ยิ่งพูดได้ถูกตามเผ่าของผู้ป่วย
การสนทนาจะยิ่งออกรสชาติ คุยกันเหมือนญาติพี่น้อง ทลายกำแพงหมอกับคนไข้ เกิดความไว้ใจ
มีความลับอะไร หรือสงสัยอะไร ก็จะถามหมอ
     
        "ผมยังสูบบุหริ่อยู่ครับ วันละ 3 มวน" ผู้ป่วยหนุ่มใหญ่ได้กล่าวกับผม จากความเชื่อใจต่อกัน
ไม่กลัวที่โดนหมอดุ หมอคอยหาทางออกร่วมกับคนไข้รายนี้ ตามบริบทชีวิตของเขา
ที่อยู่ท่ามกลางเพื่อนที่สูบบุหรี่ สูบบุหรี่แล้วทำให้กระปรี้กระเปร่าทำงานได้ ผู้ป่วยรายนี้ให้สัญญาว่า
จะพยายามเลิกบุหรี่ให้ได้ หน้าที่หมออย่างผมก็ต้องเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วย

        เวลาก็ล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว อีก 5 นาที จะพักเที่ยง ผมเตรียมตัวเก็บของที่จะไปกินข้าวแล้ว
เพราะคลินิกโรคหืดมักเสร็จก่อน 11.30 นาฬิกา
"คุณหมอค่ะ เหลือคนไข้อีกคนหนึ่งค่ะ" เสียงพยาบาลแจ้งให้ผมรู้ว่ายังมีผู้ป่วยอยู่ ขณะนั้นเวลาเที่ยงพอดี

        ผมรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที เพราะปกติ 11 โมงครึ่ง ก็ไม่มีคนไข้แล้ว ตอนนี้ก็เที่ยงแล้ว ด้วยความเคยชินแบบเดิมๆ จึงมีอารมณ์ไม่ดีที่ไม่ได้พักเที่ยงตามเวลา บวกกับเริ่มหิวข้าวแล้ว
ในใจตอนนั้นเตรียมคำถามที่ก้องในหัวว่า ทำไมมาเอาป่านนี้ๆๆๆ
พยาบาลแง้มผ้าม่าน พาคุณตาคนหนึ่ง ผิวเข้ม ผมขาวโพลน หน้าตาซื่อซื่อ มานั่งยังเก้าอี้
ก่อนที่ผมจะยิงคำถามหักหาญน้ำใจกับคุณตานั้น พยาบาลได้กล่าวกับผมว่า

        "คุณหมอค่ะ คุณตาเพิ่งมาถึงตอนเกือบเที่ยงค่ะ"  ผมคิดในใจ แล้วมัวทำอะไรอยู่
        "คุณตาออกจากบ้าน ตั้งแต่ 8 โมงแล้วค่ะ เพิ่งมาถึง" ทำไมเดินทางนานจัง ผมสงสัยในใจ
        "คุณตาปั่นจักรยานมาคนเดียวค่ะ"

        ตอนนี้ผมเริ่มสงสารคุณตา จึงถามไปว่าคุณตาว่าเหนื่อยไหม ที่ปั่นจักรยานมา คุณตาบอกว่าเหนื่อยก็หยุดพัก เกือบสิบรอบกว่าจะมาถึงโรงพยาบาล ณ จุดนี้ผมเริ่มสะท้อนเข้ามาข้างในใจตนเอง เห็นการสั่นไหวภายในของตน เห็นความพยายามของคุณตา ทั้งๆที่เป็นโรคหืด อายุก็มาก หนทางก็ไกลสัก 13 กิโลเมตรได้
ผมนิ่งไปสักพัก!
ผมเริ่มพูดไม่ออก จุกที่อก ความหิว ความโกรธคุณตาก่อนหน้านี้ โดนไล่ที่ด้วยความเห็นใจ และสงสารจับใจ

จึงรีบตรวจและประสานกับพยาบาล ให้ดูแลเรื่องยาโรคหืด ส่งถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ของคุณตา จะได้รับยาใกล้บ้าน
        พยาบาลใจดี นำข้าวน้ำมาเลี้ยงคุณตา พอถึงเวลาบ่ายโมงตรง ผมกับทีมงานเยี่ยมบ้าน มีภารกิจแถวชุมชนของคุณตา จึงพาคุณตาไปส่งที่บ้านด้วย
สิ่งที่เห็นคือจักรยานคู่ชีพของคุณตา อยู่ในสภาพบุโรทั่ง เก่าขึ้นสนิม อายุใช้งานน่าจะไม่ต่ำกว่าสิบปี
พอถึงบ้านคุณตา มีคุณยายนั่งรออยู่หน้าบ้าน สภาพไม่ต่างจากคุณตา คือเดินเหินลำบาก มองมายังคุณตาด้วยแววตาที่เป็นห่วงปนดีใจ เพราะคุณยายกลัวคุณตาจะไปไม่ถึงโรงพยาบาล

        ก่อนรถกระบะโรงพยาบาล จะพ้นบ้าน ผมเหลือบมองไปเห็น ฉากสนทนาระหว่างคุณตากับคุณยายที่อยู่หน้าบ้าน บรรยากาศของคนรักที่รอคอยการกลับมาของสามีด้วยความเป็นห่วง ช่างอบอุ่น อบอวล ด้วยความสุข

มันเกิดการเปลี่ยนแปลงในใจของผมแล้ว ตั้งแต่ตอนอยู่ในห้องตรวจ






วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ปวดขาจากการนั่งสมาธิ

นั่งสมาธิแล้วปวดขา มึนชา ขยับไม่ได้ ??
     ท่านั่งสมาธิมาตรฐานต้องใช้ขาขวาทับขาซ้าย แล้วตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น จากการที่งอเข่าเป็นเวลานาน ทำให้เกิดแรงกดทับที่พื้นที่หลังหัวเข่า จากการสังเกต เมื่อนั่งสมาธิไปประมาณ 20 นาทีจะเริ่มมีอาการมึนชา และปวดที่หัวเข่า แล้วค่อยๆลุกลามมาที่ขาจนไปถึงเท้า บางคนก็เกิดอาการทั้งสองข้าง บางคนก็เกิดอาการข้างเดียว กลไกลเกิดจากแรงดันที่เพิ่มมากขึ้นจากการงอเข่า ทำให้กล้ามเนื้อใต้ข้อพับเข่าเกิดอาการบาดเจ็บ หรือ เส้นเลือดกับเส้นประสาทที่บริเวณนั้นได้รับการกระทบกระเทือน จากแรงดันที่กดทับทำให้การไหลเวียนเลือด และการส่งกระแสประสาทบกพร่อง จนเกิดอาการดังที่กล่าวมา
     ขอแนะนำวิธีที่จะช่วยลดอาการปวดขาจากการนั่งสมาธิดังนี้
1.ก่อนนั่งสมาธิ
   1.1 ยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่อง กล้ามเนื้อต้นขาทั้งหน้าและหลัง โดยให้ทำทั้งสองข้าง เหยียดกล้ามเนื้อค้างไว้อย่างน้อย 30 วินาที 
                                    (ที่มา : sassyfitgirl.com)
   1.2 เดินจงกรม ก่อนนั่งสมาธิ พบว่าช่วยลดอาการปวด หรือแทบไม่ปวดขาเลย 
   1.3 เปลี่ยนเป็นนั่งเก้าอี้แทน
   1.4 นั่งสมาธิให้สั้นลงเหลือ 10-15 นาที   
2.ขณะนั่งสมาธิ
    2.1 ถ้าเกิดอาการปวดขาขึ้นมาระหว่างนั่งสมาธิ ให้ตั้งจิตให้มั่นต่อสู้กับความเจ็บปวด มันก็แค่อาการปวดที่เกิดขึ้นกับขา เอาจิตเป็นผู้ดู ให้รู้ว่าแค่อาการปวด ร่างกายไม่ใช่ตัวตนของเรา อยากปวดก็ปวดไปสิ พร้อมทั้งบริกรรมคำว่า "ปวดหนอ" ผมเคยเอาชนะความปวดด้วยวิธีนี้ได้ครั้งหนึ่ง ตอนบริกรรมมันปวดมากแสนสาหัส จนถึงจุดที่มันปวดมากที่สุด แล้วมันก็คลายปวดเอง ผมดีใจมากที่เอาชนะความปวดได้ครั้งแรกในชีวิต 
    2.2 ขยับเปลี่ยนท่านั่งตั้งแต่ที่เริ่มมีอาการปวด อาจนั่งแบบสบายๆ เช่น เปลี่ยนเป็นนั่งพับเพียบ แต่วิธีนี้อาจส่งผลต่อการเกิดสมาธิได้ให้ระวัง
3.หลังนั่งสมาธิ
   3.1 ให้ยืดกล้ามเนื้อน่องทันที โดยการนั่งเหยียดขา ก้มตัวเอามือดึงปลายเท้าเข้าหาตัวเองอย่างน้อย 30 วินาที
                            (ที่มา: www.ilovekickboxing.com)

   3.2 ดึงหัวแม่เท้า และนิ้วชี้เท้า ข้างที่ปวดให้แยกออกจากกัน ทำค้างไว้อย่างน้อย 15 วินาที และทำซ้ำ จนอาการปวดทุเลา
                            (ที่มา : pelvichealthphysio.blogspot.com)

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ผู้ให้สุดท้ายแล้วย่อมได้รับ

สุขจากการให้
        มีอยู่ครั้งหนึ่งผมนั่งเครื่องบินไปลงกรุงเทพมหานคร พอเครื่องกำลังจะจอด ผู้โดยสารแทบทุกท่านต่างกุลีกุจอรีบเร่งที่จะลงจากเครื่อง ถอดสายคาดนิรภัย เสียงดัง แต๊บ แต๊บ ตั้งแต่เครื่องยังไม่จอดสนิท
        ผมรอจนมีสัญญาญให้ถอดสายคาดนิรภัย จึงถอดสายคาดออก แต่ยังไม่สามารถ ไปเอากระเป๋าที่อยู่บนชั้นเหนือศีรษะได้ เพราะเพื่อนผู้โดยสารต่างยืนออหนาแน่นบนทางเดิน
        พอมีจังหวะที่คนเริ่มเดิน ผมจึงแทรกเบียดตัวเอากระเป๋าบนชั้นลงมา โดยที่ไม่มีท่าทีของเพื่อนผู้โดยสารท่านใดจะชะลอให้ผมเลย
         แต่แล้วมีผู้หญิง วัยทำงานท่านหนึ่ง หยุดรอให้ผมหยิบกระเป๋า  ผมหันกลับไปขอบคุณ เธอยิ้มให้เล็กน้อย พร้อมผายมือ ในลักษณะให้ผมไปก่อน 
       ความรู้สึก ณ ตอนนั้นเป็นความรู้สึกดี ในท่ามกลางความเร่งรีบของผู้คน เหมือนต้นไม่ที่ขาดน้ำเพราะฝนแล้งมานาน ได้รับน้ำ 1 ฝักบัว ผมรู้สึกถึงความปิติ
        ออกจากสนามบินดอนเมืองผมขึ้นแทกซี่ จะไปลงที่ศูนย์ประชุมแห่งหนึ่ง ปรากฎว่าผมบอกผิดที่ จนไปประชุมสาย จึงมองมุมบวกว่า ก็ดีนะครั้งหน้าจะได้ไม่หลงทางอีก
        หลายวันต่อมา ผมได้ส่งต่อความรู้สึกดีจากการให้ โดยหยุดรถให้คนที่จะข้ามถนนได้ไปก่อน ทำไปแล้วรู้สึกดีนะ
       นี่คือความสุขเล็กๆจากการเป็นผู้รับ และขยายความสุขเล็กๆนั้นส่งต่อไปยังผู้อื่น

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เปลี่ยนหนูให้เป็นอิสรภาพทางการเงิน

มีขั้นตอนดังนี้
1. นำซากหนูตาย ไปขายให้คนเลี้ยงแมว ได้ 5 บาท
2. นำเงิน 5 บาท ไปซื้อน้ำอ้อยเลี้ยงคนเก็บดอกไม้  จนได้ดอกไม้มาตอบแทนน้ำใจ แล้วนำดอกไม้ไปขาย
3. นำดอกไม้ไปขาย ซื้อน้ำอ้อยไปเลี้ยงคนเก็บดอกไม้ ให้มากขึ้น และหลายครั้ง จนเก็บเงินได้สัก 500 บาท
4. วันนึงพายุเข้าพัดต้นไม้ในอุทยาน โค่นล้มระเนระนาด ชายหนุ่มอาสาเก็บกิ่งไม้ใบไม้พวกนี้ โดยขอเอาไปทั้งหมด โดยขอแรงเด็กที่กำลังวิ่งเล่น โดยเลี้ยงน้ำอ้อยคนละถุง โดยกิ่งไม้ถูกนำมากองไว้หน้าอุทยาน
5. ช่างปั้นหม้อมือดี ผ่านมาเห็นเข้า ชายหนุ่มจึงขายเศษกิ่งไม้ทั้งหมด ได้เงิน 5000 บาท พร้อม แถมตุ่มใหญ่อีก 4 ใบ จากช่างปั้นหม้อ
6. เขาจึงตักน้ำดื่มใส่ตุมใหญ่ 4 ใบ ไปตั้งรอตรงปากทางที่คนเกี่ยวหญ้า 500 คน จะผ่านมา แล้วเชื้อเชิญให้ดื่มน้ำ จะได้หายเหนื่อย
คนเกี่ยวหญ้าขอบคุณในน้ำใจ พร้อมสัญญาว่ามีอะไรให้ช่วยเหลือก็บอกมาเลย
7. วันหนึ่งมีพ่อค้าม้า 500 ตัวจากต่างเมืองแวะมา ชายหนุ่มจึงขอร้องพี่คนเกี่ยวหญ้าขอหญ้าคนละ 1 กำ ปรากฏว่าวันนั้น หญ้าขาดแคลนมากเพราะทุกคนนำมาให้ชายหนุุม เขาจึงขายหญ้าให้พ่อค้าม้าได้ราคาดีมาก 
8. ชายหนุ่มทราบข่าวว่า อีก 2 วัน จะมีเรือเดินสินค้ามาเทียบท่า
เขาจึงลงทุนเช่ารถม้า พร้อมทั้งเช่าเสื้อผ้าแต่งตัวภูมิฐาน แล้วไปเจรจากับหัวหน้านายเรือ เพื่อขอซื้อสินค้าทั้งหมดในเรือ โดยวางเงินมัดจำไว้ก่อนส่วนหนึ่ง 
9. หลังจากมัดจำสินค้าทั้งหมดแล้ว ชายหนุ่มจึงป่าวประกาศว่า สินค้าในเรือทั้งหมดเป็นของข้าพเจ้า ใครสนใจติดต่อข้าพเจ้าโดยตรง วันนั้นมีพ่อค้ามากมายที่มาทีหลัง จึงขอซื้อสินค้ากับชายหนุ่ม และร่วมเป็นหุ้นส่วน
10. ปรากฏว่า ชายหนุ่มได้กำไรจากการขายสินค้าจากเรือ 1 ล้านบาท
11. เศรษฐีผู้หนึ่ง แอบสังเกตชายหนุ่ม และทึ่งในปัญญา ความสามารถ จึงยกลูกสาวคนเดียวให้ชายหนุ่มดูแล พร้อมกับครอบครองมรดกอีกมากมาย

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ยักษ์ผู้ฆ่าแจ็ค

วันนี้มาดูว่าทำไมแจ็คจึงถูกฆ่า

        เข้าสู่วันที่สองของการแข่งขันวอลเลย์บอลทีมหญิง เพื่อคัดเลือก 4 ทีมไปโอลิมปิกที่บราซิล โดยแข่งที่ญี่ปุ่น
        วันนี้แจ็คไทยของเรา เจอกับยักษ์อิตาลี ที่ทีมไทยไม่เคยชนะทีมนี้ได้เลย วันนี้จึงหมายมั่นจะสร้างประวัติศาสตร์ให้ได้
        เปิดตัวมา set แรก แจ็คไทย ใส่ไม่ยั้ง เสริฟ บอลสูตร บอลสปีด เหมือนอิตาลีโดนพายุหมัด สวนหนักๆคืนได้ดอกสองดอก แต่ในยกแรกนี้เสร็จไทย คะแนนขาดลอย 25 - 17 สิ่งนี้มันทำให้ผู้ชมอย่างผมคิดไปไกลว่า วันนี้อิตาลี่เสร็จไทยแน่
        พอเริ่ม set ที่สอง อิตาลีส่งสองสาวผิวเข้ม สูงชะลูด 2 คน ลงมา เกิดการณ์ผันแปร สาวผิวเข้มโดดสูงมาก เหนือบล็อค ใส่แต้มรอเลยถ้าได้ตบ บวกกับอิตาลีเสริฟได้พุ่งมาก ทำลายเกมรับทีมไทย แจ็คไทยก็พยายามสู้นะ แต่ต้านทานไม่ไหวพ่ายไป 16 - 25 
       set ที่ สามและสี่ อิตาลีคุมเกมโดยสิ้นเชิง โดยยักษ์สาวผิวเข้ม บวกเสริฟดี บล็อคก็เด่น เหนียวด้วย ไทยไม่สามารถต้านทานได้ จึงพ่ายไปในสอง set ต่อมา วันนี้แจ็คไทยจึงพ่ายไปแบบได้ลุ้น1-3 เกม
จุดเปลี่ยนของยักษ์ที่กลับมาได้
1. จับทางแจ็คไทยได้ จับจังหวะไทยได้ โดยแลกกับ 1 set ที่เสียไป
2. ใช้หนักและเน้น เพื่อสยบความเร็วของไทย โดยส่งอาวุธหนักและแรงคือยักษ์สาวผิวเข้ม ส่วนเน้นคือเสริฟได้ส่ายมากและพุ่ง ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าบอลแรกไทยเริ่ม set ที่สองนั้นพังทลาย
3. อารมณ์ฮึกเหิม มุ่งมั่น ปั้นหน้า ได้แรงกว่าทีมไทย
4. ไทยปั้นหน้าสู้ไม่แรงเท่าอิตาลี อันนี้ส่งผลต่อความฮึกเหิม แต่ละคนยิ้มน้อยๆ อ่อนหวาน

สรุปทั้งหมดนี้จากความเห็นส่วนตัว จึงเป็นที่มาของยักษ์ผู้ฆ่าแจ็ค
ถ้าแจ็คอยากล้มยักษ์ มีข้อสังเกตอยู่อย่างเดียว คือ รักษาสภาวะ set แรกเอาไว้ให้มั่น ถ้ายักษ์แก้เกม แจ็คต้องเดินหมากล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งขั้น เพื่อรักษาสภาวะ set แรกให้คงอยู่ต่อไป ไม่ว่าจะ set ไหนก็ตาม 

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กลยุทธ์ล้มยักษ์

ค้นหาตัวเองให้เจอ
        เสริมจุดเด่นของตนเองให้เจ๋ง
                หมั่นฝึกฝนและปรับปรุง

  วันนี้ได้ดูวอลเล่ย์บอลคัดโอลิมปิก ที่ประเทศญี่ปุ่น
ประเภททีมหญิง ระหว่าง ไทย VS โดมินิกัน
มองแว่บแรกเสียวแทนไทยเหลือเกิน โดมินิกันมีคนสูง 2 เมตรหนึ่งคน และ 1.90 เมตรอีกคน และน่าจะอยู่ในอันดับ 7 ของโลก สูงเฉลี่ย 1.84 เมตร
   ส่วนไทยสูงเฉลี่ย 1.75 เมตร สูงสุด 1.83 เมตร ระหว่างนั่งดูโอ้พระเจ้าเราสู้กับโดมินิกันสนุกมาก
   โดมินิกันเหมือนมีอาวุธหนักหน่วงอยู่คนหนึ่ง ตบได้หนักหน่วง รุนแรงมาก โดดแทบจะเหนือบล็อคตลอด โดยส่วนใหญ่มือเซ็ตจะชงให้คนนี้ทำแต้ม ซึ่งได้ผลเป็นส่วนใหญ่ ได้แต้มเป็นกอบเป็นกำ
   แต่ช้าก่อน ทีมไทยเล่นได้เป็นทีมมากกว่า ไม่มี One Man Show อาวุธเด็ดคือ สามเมตรที่เล่นได้เกือบทุกคน บอลสูตรมากมายรวดเร็ว จนโดมินิกันงง เสียขวัญไปเลย ปืนใหญ่โดมินิกันทำงานลำบาก เพราะเจอกระสุนลูกปรายที่จับทางลำบาก เพราะมันแตกแขนงมากมาย
    ผมดูทีมไทยเล่นแล้วเพลิดเพลินมาก เหมือนดูการแสดง ที่เราคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ ว่าบทต่อไปจะไปทางไหน มันท้าทายให้ติดตาม รู้แต่ว่าบทนี้กำกับมาให้เราชนะ แต่ผู้ชมอย่างผม คาดเดาเนื้อเรื่องไม่ได้

สรุปบทเรียนดีๆที่ได้จากการดูแมทช์นี้คือ
ค้นหาตัวเองให้เจอ(ความเข้าใจเกม บอลสูตร)
เสริมจุดเด่นของตนเองให้เจ๋ง(ความเร็ว ความคล่อง)
หมั่นฝึกฝนและปรับปรุง(ปิดจุดอ่อนเดิม เติมกลยุทธ์ใหม่ๆ)